Adsense

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

KPI คือ

KPI หลายท่านที่อยู่ในวัยทำงานอาจรู้จัก และ รังเกรียจคำนี้ เพราะบางที เงินเดือนของท่านอาจผูกอยู่ที่คำว่า KPI นี้เอง แต่ความจริงมันเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า ซึ่งความจริงมันคืออะไร เดี๋ยวมาอ่านบทความนี้ดูนะครับ

ซึ่ง KPI เป็นคำย่อมาจาก Key performance indicators เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการทำงาน เพราะมีได้ทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ บุคคล แผนก องค์กร

เช่น การมาสาย
บุคคล ปีงบประมาณนี้ คุณมาสายกี่ครั้ง
แผนก ปีงบประมาณนี้ คนในแผนกมีอัตราการมาสายเป็น กี่%
องค์กร ปีงบประมาณนี้ พนักงานในองค์กรมาสายเป็นเท่าไร

ตัวอย่างที่ผมไม่ค่อยชอบ แต่อย่างน้อยมันสามารถบอกได้ว่า KPI ใช้ชี้วัดอะไร ผลเป็นอย่างไรซึ่งเห็นชัดเจน แต่มันอาจไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก ถ้ามันไม่สามารถไปเชื่อมโยงให้บริษัทนั้น ถึงเป้าหมายตามกลยุทธ์ที่วางไว้

ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาให้คะแนนเพื่อประเมินคุณภาพของแต่ละระดับที่ต้องการชี้วัด ซึ่งการที่จะบอกว่า คนนั้น หรือแผนกนั้น ทำงานดี ไม่ดี แย่ สุดยอด อย่างไร ต้องหาตัววัด หรือ KPI มาเป็นเครื่องมือประกอบ เพื่อเปลี่ยนจาก คำพูดเป็น ตัวเลขครับ

ลองคิดดูถ้าผมบอก นาย A ทำงานดีกว่า นาย B ลอยๆ คงไม่มีใครเชื่อ แต่ถ้าบอก นาย A ทำงานสำเร็จผล 89% แต่นาย B ทำงานสำเร็จผล 65% ก็คงลดข้อโต้เถียงน้อยลง

แต่อาจมีคนบอก นาย B ทำงานยากกว่า นาย A นั้นก็อาจต้องมีการเพิ่มเติม หรือปรับปรุง KPI บางส่วนเข้าไป เช่น การถ่วงน้ำหนัก ความยากง่ายของงาน นั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสามารถได้ KPI ที่ดีขึ้น มีประสิทธิภายมากขึ้นครับ

สรุป KPI นั้นเป็นการวัดค่าตาม หรือวัดผล ตามการดำเนินงาน ซึ่งสามารถนำมาประเมินผลได้ว่า ดี, ไม่ดีอย่างไร ตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้

หลายท่านลองสังเกตุดู ว่า KPI ที่ทำงานท่านมีประสิทธิภายหรือไม่ ซึ่งมันก็สะท้อนประสิทธิผลขององค์กรท่านด้วย ถ้ามันดูแล้วมีเหตุผล ก็แนะนำให้ทำตามให้เกิดผลเถอะครับ เพื่อองค์กรที่จ่ายเงินเลี้ยงชีพท่านด้วย

แต่ถ้ามันดูไร้สาระ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ดูแล้ว องค์กรไม่ได้ประโยชน์จาก KPI ข้อนี้เลย ก็แนะนำให้ท่านพิจารณาดีๆ ครับ ว่ามันทำให้ท่าน เครียดกับการทำงานไปรึปล่าว หรือมีต้นทุนอะไรกับชีวิตสูงขึ้นไหม จะให้ดีก็ลองทำตัว KPI หรือ ตัวชี้วัดดูแล้วกันนะครับ เพื่อได้ตัดสินใจอะไรผิดพลาดน้อยลงครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิชาต่างๆ กับการวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อเราเรียน ประถม มัธยม สายอาชีพ ปริญญาตรี หรือ ที่สูงกว่านั้น วิชาที่เรียนจะพูดถึงขอบเขตความรู้แต่ละวิชาที่ได้สะสมกันมา และคิดว่าถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคม ศิลปะ ก็จะมีความรู้อยู่ในนั้น

ซึ่งความรู้ที่ได้มาจากวิชา ก็นำมาวิเคราะห์กับสถานการณ์จริงได้ เช่น

คนเรียน แพทย์ ก็ต้องสามารถบอกอาการของคนไข้ได้จาก ข้อมูลที่ได้รับ เช่น ความดัน การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย และวิเคราะห์โรคที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ทำให้หาทางรักษา

คนเรียนบัญชี ก็ต้องบอกได้ว่า บริษัทนั้นๆ มีความสามารถเติบโตได้เพียงใดจาก ข้อมูลทางบัญชี

คนเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องวิเคราะห์ ทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับ สถานการณ์นั้นๆ

หรือ อื่นๆ ไม่ว่าจะเรียน สถิติ หมอดู ช่าง คนขี่ม้า นักกีฬา ก็จะมีขอบเขตความรู้ เรื่องนั้นๆ มาใช้กับข้อมูลที่จำเป็น เพื่อวิเคราะห์ว่า เราควรต้องทำอะไรต่อไป

โดย

คงไม่มีหมอคนไหน ตรวจบัญชีก่อน ถึงได้ทราบว่า คนนั้นป่วยเป็นอะไร
และคงไม่มีนักบัญชีคนไหน วัดไข้ ผู้บริหารก่อน ถึงทราบสถานภาพของบริษัทนั้นๆ

สุดท้าย ถ้าคุณต้องการทราบอะไร ก็ต้องไปหาข้อมูลนั้นๆ ให้ได้ และหาความรู้นั้นมาวิเคราะให้ได้สิ่งที่ต้องการ

ข้อมูล ข้อมูล ข้อมูล ท่วมหัวจะใช้ประโยชน์อย่างไร

เมื่อนานมาแล้วผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล เมื่อก่อนทำงาน ซึ่งอ่านได้ตาม Link นี้เลยครับ
http://gkengitm.blogspot.com/2009/05/data-vs-information-vs-knowledge.html

ซึ่งตอนนั้นเขียนโดยใช้ความรู้จากวิชา Database design และ Knowledge Management ซึ่งคำว่า ข้อมูลดิบ ข้อมูล และอะไรที่เหนือกว่านั้น เช่น ปัญญา ความรู้ หรืออะไรที่เหนือกว่านั้น ซึ่งเขียนเหมือนล่างขึ้นบน ซึ่งเป็นมุมมองของคนทำระบบ

การทำแบบนั้นอาจเหมือนต้องรู้ว่าในระบบมีอะไร แล้วจะนำมาหาข้อมูล หรือ ความรู้อะไรได้บ้าง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การใช้ชีวิตจริงเราไม่ได้อยู่แค่ในระบบ Database เรายังมีข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่ได้เก็บในระบบ เช่น ระยะทางที่เราเดินทาง น้ำหนักตัวของลูกค้า และอาจจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่มีเก็บไว้ในระบบ แล้วจะทำอย่างไง

ส่วนใหญ่เวลาผมจะทำรายงานอะไรก็ตามให้กับลูกค้า
คำถามแรกที่ใช้ มีเก็บรึปล่าว?
คำถามที่สอง ได้ค่ามาอย่างไร?

ถ้าคำถามแรกไม่ ตอบไม่มี และคำถามที่สอง บอก ไม่รู้

ผมก็บอกว่า อย่าทำเลย

โดยระบบองค์กรทั่วๆไป ข้อมูลนั้นเก็บไว้เยอะมาก หลากหลาย การที่จะมาหาข้อมูลมาสร้างความรู้โดยไม่สร้างขอบเขตแทบเป็นไปไม่ได้เลย ส่วนใหญ่ที่เจอ ความรู้ที่ใช้วิเคราะห์ ชี้วัด จะมาตามตำแหน่ง หรือ แผนกมากกว่า

ซึ่งที่แน่นอนคือ แต่ละ ตำแหน่ง และ แผนก ก็ต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน หรือไม่ก็ต่างมุมมองกัน

ขอบเขตที่เราต้องการนั้นครับ ที่จะกำหนดว่าเราต้องการข้อมูลอะไรเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และสร้างความรู้ เพื่อเก็บข้อมูลนั้นๆ ไว้ เช่น

การลดน้ำหนัก ข้อมูลที่เราต้องเก็บเช่น น้ำหนัก ส่วนสูง อาหารที่กิน การออกกำลังกาย (จะให้ดี ก็เก็บเป้น แคลลอรี่ได้ก็ดี ได้รู้ว่าเข้ามาเท่าไร ออกไปเท่าไร)

การเดินทาง ข้อมูลที่ต้องการ เช่น พานหะ เส้นทาง ระยะทาง ความหนาแน่นของจราจร

ถ้าเราสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ถูกต้อง และ ครบถ้วน สมบูรณ์ อย่างนี้เราก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูล และทราบแนวโน้มได้ ทำให้เราสามารถหาความรู้ หรือ ทราบการจัดการควบคุมได้

สุดท้าย การที่จะใช้ข้อมูลที่มีอยู่ท่วมโลกในเกิดประโยชน์จริงๆ ขึ้นอยู่กับ คำถามว่า เราต้องการทราบอะไร และวิธีการเก็บข้อมูล และ หาความรู้นั้น ถูกต้องมากเพียงใดมากกว่า

บทความเริ่มต้น

Blog นี้เป็น Blog ลำดับที่ 13 ของผม เป็น Blog ที่น่าจะเขียนได้เยอะ และเรื่อยๆ เพราะเป็นส่วนนึงของอาชีพผมเอง โดย Blog ที่ผ่านๆมา หลังจากผมทำงานแล้ว การทุ่มเทให้กับการศึกษานั้นก็น้อยลงไป เลยไม่มีโอกาสได้ทำ Blog อัพเดท เชิงการศึกษา Tutor เท่าไรนัก

แต่ผมก็ยังไม่ได้เลิกศึกษาหาความรู้ จะเก็บไว้คนเดียว ก็ใช่เรื่อง ก็อยากนำมาเผยแพร่กับผู้บังเอิญผ่านมา จาก Google ที่สนใจเรื่องเดียวกับที่ผมเขียนทิ้งๆไว้

โดยจะเขียนเรื่องการ Analytics หรือการวิเคราะห์ ทั้งฝั่งของ IT และ Business

โดยผมจะนำความรู้ที่ได้จากการทำงาน ประสบการณ์ อ่านหนังสือ ทฤษฎีต่างๆ ของ Analytics เชิงธุรกิจ และ IT รวมถึง Tool Deverlop ต่างๆ ที่ได้ใช้ในการทำงาน และการศึกษาจริงๆ

ซึ่งขอบเขต คงมีเรื่อง การวิเคราะห์ การจัดองค์กร การวิเคราะห์แง่มุมต่างๆ เศรษฐศาสตร์ บริหาร บัญชี การลงทุน Business Intelligence Report Tool Datawarehouse Database เช่น SQL Server, SAP BW Businessobject

หวังว่าคงมีคนมาผ่านๆ อ่าน แล้วคงมีประโยชน์กับผู้ที่สนใจบ้างนะครับ แค่ผ่านมา ผมก็ดีใจแล้วครับ