Adsense

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

Blog นี้ผมตั้งเป็น Blog ท้าย ก่อนไปทำงานออฟฟิตจริงจัง เลยไม่ค่อยได้มีอะไรเขียนอีกเท่าไร ตอนนี้จะกลับมาศึกษาทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ อีกครั้ง

ซึ่งขอบเขตของการเขียนBlogนี้ จะเป็นเรื่องการศึกษา

คณิตศาสตร์
สถิติ
คำถาม
รวมถึงเครื่องมือในการวิเคราะห์ต่าง

หวังว่าคงได้กลับมาเขียนอีกเรื่อยๆ ไม่ขาดสายนะครับ

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

KPI คือ

KPI หลายท่านที่อยู่ในวัยทำงานอาจรู้จัก และ รังเกรียจคำนี้ เพราะบางที เงินเดือนของท่านอาจผูกอยู่ที่คำว่า KPI นี้เอง แต่ความจริงมันเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า ซึ่งความจริงมันคืออะไร เดี๋ยวมาอ่านบทความนี้ดูนะครับ

ซึ่ง KPI เป็นคำย่อมาจาก Key performance indicators เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการทำงาน เพราะมีได้ทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ บุคคล แผนก องค์กร

เช่น การมาสาย
บุคคล ปีงบประมาณนี้ คุณมาสายกี่ครั้ง
แผนก ปีงบประมาณนี้ คนในแผนกมีอัตราการมาสายเป็น กี่%
องค์กร ปีงบประมาณนี้ พนักงานในองค์กรมาสายเป็นเท่าไร

ตัวอย่างที่ผมไม่ค่อยชอบ แต่อย่างน้อยมันสามารถบอกได้ว่า KPI ใช้ชี้วัดอะไร ผลเป็นอย่างไรซึ่งเห็นชัดเจน แต่มันอาจไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก ถ้ามันไม่สามารถไปเชื่อมโยงให้บริษัทนั้น ถึงเป้าหมายตามกลยุทธ์ที่วางไว้

ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาให้คะแนนเพื่อประเมินคุณภาพของแต่ละระดับที่ต้องการชี้วัด ซึ่งการที่จะบอกว่า คนนั้น หรือแผนกนั้น ทำงานดี ไม่ดี แย่ สุดยอด อย่างไร ต้องหาตัววัด หรือ KPI มาเป็นเครื่องมือประกอบ เพื่อเปลี่ยนจาก คำพูดเป็น ตัวเลขครับ

ลองคิดดูถ้าผมบอก นาย A ทำงานดีกว่า นาย B ลอยๆ คงไม่มีใครเชื่อ แต่ถ้าบอก นาย A ทำงานสำเร็จผล 89% แต่นาย B ทำงานสำเร็จผล 65% ก็คงลดข้อโต้เถียงน้อยลง

แต่อาจมีคนบอก นาย B ทำงานยากกว่า นาย A นั้นก็อาจต้องมีการเพิ่มเติม หรือปรับปรุง KPI บางส่วนเข้าไป เช่น การถ่วงน้ำหนัก ความยากง่ายของงาน นั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราสามารถได้ KPI ที่ดีขึ้น มีประสิทธิภายมากขึ้นครับ

สรุป KPI นั้นเป็นการวัดค่าตาม หรือวัดผล ตามการดำเนินงาน ซึ่งสามารถนำมาประเมินผลได้ว่า ดี, ไม่ดีอย่างไร ตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้

หลายท่านลองสังเกตุดู ว่า KPI ที่ทำงานท่านมีประสิทธิภายหรือไม่ ซึ่งมันก็สะท้อนประสิทธิผลขององค์กรท่านด้วย ถ้ามันดูแล้วมีเหตุผล ก็แนะนำให้ทำตามให้เกิดผลเถอะครับ เพื่อองค์กรที่จ่ายเงินเลี้ยงชีพท่านด้วย

แต่ถ้ามันดูไร้สาระ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ดูแล้ว องค์กรไม่ได้ประโยชน์จาก KPI ข้อนี้เลย ก็แนะนำให้ท่านพิจารณาดีๆ ครับ ว่ามันทำให้ท่าน เครียดกับการทำงานไปรึปล่าว หรือมีต้นทุนอะไรกับชีวิตสูงขึ้นไหม จะให้ดีก็ลองทำตัว KPI หรือ ตัวชี้วัดดูแล้วกันนะครับ เพื่อได้ตัดสินใจอะไรผิดพลาดน้อยลงครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิชาต่างๆ กับการวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อเราเรียน ประถม มัธยม สายอาชีพ ปริญญาตรี หรือ ที่สูงกว่านั้น วิชาที่เรียนจะพูดถึงขอบเขตความรู้แต่ละวิชาที่ได้สะสมกันมา และคิดว่าถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคม ศิลปะ ก็จะมีความรู้อยู่ในนั้น

ซึ่งความรู้ที่ได้มาจากวิชา ก็นำมาวิเคราะห์กับสถานการณ์จริงได้ เช่น

คนเรียน แพทย์ ก็ต้องสามารถบอกอาการของคนไข้ได้จาก ข้อมูลที่ได้รับ เช่น ความดัน การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย และวิเคราะห์โรคที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ทำให้หาทางรักษา

คนเรียนบัญชี ก็ต้องบอกได้ว่า บริษัทนั้นๆ มีความสามารถเติบโตได้เพียงใดจาก ข้อมูลทางบัญชี

คนเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องวิเคราะห์ ทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับ สถานการณ์นั้นๆ

หรือ อื่นๆ ไม่ว่าจะเรียน สถิติ หมอดู ช่าง คนขี่ม้า นักกีฬา ก็จะมีขอบเขตความรู้ เรื่องนั้นๆ มาใช้กับข้อมูลที่จำเป็น เพื่อวิเคราะห์ว่า เราควรต้องทำอะไรต่อไป

โดย

คงไม่มีหมอคนไหน ตรวจบัญชีก่อน ถึงได้ทราบว่า คนนั้นป่วยเป็นอะไร
และคงไม่มีนักบัญชีคนไหน วัดไข้ ผู้บริหารก่อน ถึงทราบสถานภาพของบริษัทนั้นๆ

สุดท้าย ถ้าคุณต้องการทราบอะไร ก็ต้องไปหาข้อมูลนั้นๆ ให้ได้ และหาความรู้นั้นมาวิเคราะให้ได้สิ่งที่ต้องการ